TITLE THAILAND Guide To Travel Thailand  
www.titlethailand.com

หน้าแรก อุทยานแห่งชาติ สถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม & รีสอร์ท เทศกาลและงานประเพณี ติดต่อลงโฆษณา ไทย EN

  เทศกาล งานประเพณี
       ภาคเหนือ
       ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
       ภาคกลาง
       ภาคตะวันออก
       ภาคใต้
  สถานที่ท่องเที่ยว
       ภาคเหนือ
       ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
       ภาคกลาง
       ภาคตะวันออก
       ภาคใต้
  อุทยานแห่งชาติ
       ภาคเหนือ
       ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
       ภาคกลาง
       ภาคตะวันออก
       ภาคใต้
  โรงแรม&รีสอร์ท
       ภาคเหนือ
       ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
       ภาคกลาง
       ภาคตะวันออก
       ภาคใต้
  เว็บที่น่าสนใจ
  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา
  กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์พืช
  ตำรวจท่องเที่ยว
  การรถไฟแห่งประเทศไทย
  กรมการขนส่งทางบก
  เพื่อนบ้าน  
  วัดโพธาราม

ตั้งอยู่ที่บ้านท่าไคร้ ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ เป็นวัดที่มีความสำคัญเพราะเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบึงกาฬ คือ หลวงพ่อพระใหญ่ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปโลหะปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 5 ฟุต 4 นิ้ว สูง 7 ฟุต เป็นศิลปะสมัยล้านช้าง จากประวัติตามคำบอกเล่านั้น เมื่อประมาณสองร้อยกว่าปีก่อน ผู้คนแถบนี้เป็นผู้อพยพย้ายถิ่นมาจากเมืองยศที่ปัจจุบันคือจังหวัดยโสธร มาตั้งถิ่นฐานทำไร่ทำนาบริเวณแถบนี้ ซึ่งตอนนั้นเป็นป่าทึบมีเถาวัลย์ปกคลุม ชาวบ้านจึงช่วยกันถางป่าบริเวณนี้จนพบพระพุทธรูปองค์หนึ่งและตั้งชื่อว่าหลวงพ่อพระใหญ่ตามขนาดที่ใหญ่โตขององค์พระนั่นเอง

งานสักการะหลวงพ่อพระใหญ่ประจำปี

ประชาชนในสมัยก่อนมักจะมาขอพรจากหลวงพ่อ ให้ช่วยเมตตา ปกปักรักษา และ ป้องกันอันตรายต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้หมดไป และก็ได้สมดังความปรารถนาตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นจึงมีการจัดงานสมโภชประจำปีขึ้น ปีละ 2 ครั้ง เพื่อเป็นการน้อมระลึกถึงพระคุณของหลวงพ่อได้เมตตากรุณาตลอดมา โดยได้ปฎิบัติสืบต่อกันมาทุกปีจนถึงปัจจุบัน ดังนี้

งานครั้งที่ 1 จะจัดขึ้นในวันเพ็ญเดือน 3 จะทำบุญข้าวจี่ พร้อมกับปราสาทผึ้ง 2 หลังเพื่อสักการะหลวงพ่อ

งานครั้งที่ 2 ถือเป็นงานใหญ่ประจำปีและมีพุทธบริษัทจากทั่วทุกสารทิศมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก  งานนี้จะจัดขึ้นในเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี โดยมีพิธีสรงน้ำหลวงพ่อพระใหญ่ ตามปกติแล้วงานครั้งที่ 2 มักจะจัดหลังวันมหาสงกรานต์ 1 สัปดาห์และมักจะตรงกับวันเสาร์-อาทิตย์

ปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อ

1.เมื่อครั้งมีสงครามอินโดจีน มีแสงสว่างจ้ากว่าแสงตะเกียงเจ้าพายุปรากฏขึ้นและลอยออกจากโบส์วัดบ้านท่าไคร้ข้ามไปยังบ้านปากบึง ฝั่งประเทศลาว จากนั้นก็ข้ามกลับมาที่เดิมและดับลงที่โบสถ์

2.ราวปี พ.ศ. 2490 ได้มีการรื้อซากโบสถ์เก่าเพื่อสร้างใหม่  ช่างและคนงานทั้งหมดล้วนเป็นชาวญวน  ระหว่างที่ช่างและคนงานกำลังขุดดินเพื่อลงรากเสาเข็มนั้นก็พบกับพระพุทธรูปองค์เล็กๆจำนวนมากหลายพันองค์ คนงานเหล่านั้นจึงได้หยิบติดตัวไปโดยไม่ได้บอกใครเพราะเห็นว่าเป็นของเก่า  ยังไม่ทันพ้นคืนนั้นเอง คนงานเหล่านั้นบ้างก็เสียสติ บ้างก็เกิดอาการท้องร่วงอย่างรุนแรง บ้างก็มีไข้อย่างเฉียบพลัน  คนงานเหล่านั้นจึงนำพระพุทธรูปไปคืนไว้ที่เดิมภายในคืนนั้นทันที  หลังจากนั้นอาการป่วยก็หายเป็นปลิดทิ้งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน

3.เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2496-2497 เด็กหญิงชาวบ้านท่าไคร้คนหนึ่งได้ไปอาศัยอยู่กับญาติที่จังหวัดชลบุรี วันหนึ่ง ขณะเธอกำลังขี่จักรยานไปซื้อของ เธอก็ถูกรถสิบล้อชนจนตัวเธอกระเด็นไปตกที่ถนนอีกฝั่งหนึ่ง ส่วนจักรยานของเธอก็แหลกไปทั้งคัน  แต่ตัวเด็กหญิงกลับไม่บาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่ลุกขึ้นมาปัดฝุ่นแล้วก็เดินต่อได้สบายๆ ส่วนรถสิบล้อคันนั้นกลับไฟลุกไหม้ทั้งคันเสียอย่างนั้น  ว่ากันว่าหนูน้อยคนนี้มีเพียงรูปถ่ายของหลวงพ่ออัดกรอบพลาสติกห้อยคออยู่เท่านั้น

4.เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2511 เด็กสาวบ้านท่าไคร้คนหนึ่งกับน้องสาวเดินทางไปทำธุระที่บ้านดงหมากยางซาก  เด็กหญิงทั้งสองถูกโจรจี้เอาสร้อยคอทองคำหนัก 3 บาทไป ทั้งสองจึงวิ่งกระหืดกระหอบกลับบ้านเพื่อเล่าเหตุการณ์ให้พ่อแม่ฟัง  พ่อแม่ของเด็กจึงให้เด็กทั้งสองไปขอหลวงพ่อให้ช่วยติดตามสร้อยคืน  3 วันต่อมา ทุกคนในบ้านแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อเห็นสร้อยคอที่ถูกจี้ไปถูกทิ้งไว้อยู่บนระเบียงหน้าบ้านและสร้อยเส้นนั้นยังอยู่ในสภาพเดิมทุกประการ

5.เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2512-2513 ก่อนที่จะสร้างโบสถ์หลังปัจจุบันเสร็จ จะมีแสงสว่างปรากฏออกมาจากต้นโพธิ์ข้างโบสถ์และข้ามไปยังบ้านปากบึง ฝั่งประเทศลาว  โดยแสงสว่างนี้จะปรากฏ 2-3 เดือนต่อครั้งในวันพระและมักจะมีผู้พบเห็นเหตุการณ์เช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง

6.ร้อยเอกคำม้าว จันทวงศ์ ชาวลาว อาศัยอยู่บ้านปากบึงที่อยู่ตรงข้ามหมู่บ้านท่าไคร้ ก่อนไปราชการสงครามทุกครั้ง เขามักมาบนบานกับหลวงพ่อไว้เสมอ  โดยเขาประสบอุบัติเหตุทางเครื่องบินถึง 3 ครั้งแต่ก็รอดชีวิตกลับมาทุกครั้งเช่นกัน  เขาจึงเกิดศรัทธาในองค์หลวงพ่อจึงได้บริจาคเงินจำนวน 20,000 บาทเพื่อสร้างโบสถ์หลังปัจจุบัน

7.เมื่อปี พ.ศ. 2528 ผู้เขียนได้ประสบกับปาฏิหาริย์จากหลวงพ่อด้วยตนเองหลังจากได้ประชุมกับชาวบ้านและตกลงกันว่าจะจ้างช่างภาพมาถ่ายรูปหลวงพ่อเพื่ออัดกรอบพลาสติกและนำไปให้ผู้มีศรัทธาเช่าไว้บูชา  ก่อนที่ช่างภาพจะถ่ายภาพ เขาได้นำขันข้าวตกแต่งด้วยดอกไม้ไปขอขมาต่อหลวงพ่อ  หลังจากที่ถ่ายรูปหลวงพ่อไปกว่า 10 อิริยาบถและนำรูปไปล้างนั้น ผลปรากฏว่าไม่มีรูปหลวงพ่อติดเลยแม้แต่น้อย ฟิล์มทั้งหมดก็มืดสนิท ชัตเตอร์ก็ไม่ลั่นเหมือนกับมีอะไรมาขัดไว้

 


    รูปภาพจากทางบ้าน
  แบ่งปันรูปภาพ


ชื่อรูปภาพ